รีวิวเที่ยวพิษณุโลก เมืองสองแควที่น่าหลงไหล แต่หลายคน(อาจ)มองข้าม

รีวิวเที่ยวพิษณุโลก เมืองสองแควที่น่าหลงไหล แต่หลายคน(อาจ)มองข้าม ReviewPhitsanulok

เที่ยวเหนือ  เที่ยวภูเขา ทำไมไม่ไปหน้าหนาว ?

แล้วไปพิษณุโลก  ไปทำไม มีอะไร ?

กว่าจะได้เดินทาง ก็เจอคำถามมากมาย  ซึ่งเราก็ตอบใครไม่ถูกเหมือนกัน  จนหลังจากกลับมานี่แหละ

 

จริงอยู่..  ที่ไม่มีใครยอมชื่นชมสิ่งที่ตัวเองชอบเพียงครั้งเดียว หลายครั้งเราจึงเลือกไปที่ซ้ำๆ เดิมๆ

แต่การไปในที่ใหม่ๆ ที่ที่ไม่เคยไป ก็น่าสนใจ

เพราะไม่แน่ เราอาจจะเจออะไรที่เราชอบมากกว่า กว่าสิ่งที่เคยคิดว่าชอบที่สุดแล้ว..ก็ได้

 

วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมาตกหลุมรักขุนเขาในหน้าฝน ไปด้วยกัน

และอยากให้รู้ว่า พิษณุโลก เมืองสองแคว  มีอะไรดีมากกว่าที่คิด แบบที่ว่า 3 วัน 2 คืน ก็ยังเที่ยวไม่หมด

 

#เที่ยวเหนือให้ฉ่ำใจ #5สัมผัสจากสายฝน #เที่ยวเหนือให้ฉ่ำใจเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งความสดชื่น

#AirAsia #เที่ยวแบบมนุษย์เงินเดือน

การเดินทางครั้งนี้ เราเลือก #เที่ยวเหนือให้ฉ่ำใจไปกับแอร์เอเชีย  ที่นอกจากเรื่องการเดินทางปลอดภัย ในราคาประหยัดแล้ว แอร์เอเชียเค้ายังดูแลครอบคลุม ฉ่ำใจไปกับสิทธิพิเศษรับส่วนลดถึง 40% เพียงแสดงบอร์ดดิ้งพาสแอร์เอเชีย ณ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมรายการ

เช็ครายชื่อร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมรายการ >>> goo.gl/vKFGGB

จองและเช็คเที่ยวบิน ราคาประหยัด ไปจองกันได้เลย   >>> https://bit.ly/2vA3NtL

AirAsia เครื่องลำใหญ่ นั่งสบาย ตรงเวลา เราจะต้องการอะไรอีกครับ ไปจองตั๋วกันได้เลย!! : https://bit.ly/2vA3NtL

เริ่มสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความ green  ตั้งแต่ยังไม่ก้าวขาลงจากเครื่องเลยค่ะ….คุณ!!




เพิ่มเติม เรื่องการเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมืองพิษณุโลก

ที่นี่มีบริการรถเช่า หลายเจ้าเลย ส่วนใครที่อยากเดินทางในเมือง ลงจากสนามบินปุ๊บ! ก็สามารถเดินออกมาจากหน้าสนามบิน ก็จะเจอวินแท็กซี่อยู่ด้านหน้า ให้เรียกใช้บริการ  คิดค่าโดยสารจริงตามมิเตอร์  หรือใครที่อยู่ตามจุดต่างๆ แล้วอยากใช้บริการรถแท็กซี่ก็สามารถโทร ติดต่อได้ที่เบอร์ 055-338888   โดยจะต้องเสียเพิ่ม +20 บาทให้กับ Call Center  แต่ถ้าใครจำเป็นต้องเรียกใช้บริการบ่อยๆ ในสถานที่ใกล้ๆ แนะนำดีลกับพี่คนขับแท็กซี่ ขอเบอร์ส่วนตัวเลยจ้า  ไม่ต้องเสียเพิ่มอีก 20 บาทด้วย เพราะเราก็ใช้วิธีนี้   อิอิ

“ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา พิษณุโลก”

อาหารมื้อแรกในเมืองพิษณุโลก ก็ต้องประเดิมด้วย การกินเส้น เน้นซดน้ำ กับก๋วยเตี๋ยวห้อยขา  แกว่งไปไกวมา ได้ทั้งอิ่มท้องและเพลิดเพลินในเวลาเดียวกันเลย  ที่นี่มีร้านดังๆ ให้เลือกหลายร้านเลย ถูกชะตาร้านไหน พิศวาสบรรยากาศแบบใด ก็จิ้มเลยจ้า  ส่วนเราก็ต้อง ‘ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาริมน่าน’  บรรยากาศดี รสชาติอร่อย ที่สำคัญเมนูทั้งคาว หวาน เพียบ!!

ราคาก็จะทั่วไปเลย ก๋วยเตี๋ยวเริ่มต้นที่ชามละ 35 บาทเท่านั้น

อิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อ… Green Season แบบนี้ ถ้าไม่ออกไปพบปะธรรมชาติ ก็ถือว่าพลาดเต็มที  ในวันแรกเราเลยมุ่งหน้า ไปยัง อำเภอนครไทย  ที่ตั้งห่างจากตัวจังหวัด 107 กิโลเมตร  และเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย

“ล่องแพแก่งไฮ” อ. นครไทย

1 ในนั้น ก็คือ ‘ล่องแพแก่งไฮ’ ที่เที่ยวที่เหมาะกับวันสบายๆ  ล่องแพ ดื่มด่ำธรรมชาติ  หรือจะกระโดดน้ำชิลๆ ได้ฟิวสระว่ายน้ำส่วนตัว  รายล้อมด้วยภูเขา  หิวเมื่อไหร่.. ก็ต่อสายตรงเข้าฝั่ง  นั่งขวักน้ำเล่นยังไม่ทันเบื่อ ก็จะมีเรือหางยาว แล่นด้วยความไวแสง (อันนี้เว่อร์ 555)  นำอาหารมาส่ง หรือใครที่ชอบตกปลา  ร้องคาราโอเกะ ทางแพก็มีให้บริการเช่นกัน เรียกได้ว่า อยู่ได้ทั้งวัน ไม่มีเบื่อแน่นอน ค่าบริการก็ถูกแสนถูก มาช่วงนี้ คิดเหมาๆ แพละ 500 บาท ล่องได้ทั้งวันเลยจ้า


ค่าบริการปกติ : เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ครั้งละ 500 บาท/ 4 ชั่วโมง

จันทร์-ศุกร์  ครั้งละ 300 บาท/ 4 ชั่วโมง

ติดต่อสอบถาม โทร. 087-2009941

Alone แค่ไหน..ถามใจดู

ณ เวลานี้  เราว่า หมูกระทะไม่ได้เยียวยาเราเลยนะ (เพราะไม่มีขาย 5555)   ธรรมชาติต่างหากที่เยียวาเรา พอได้พาตัวเองไปอยู่ในที่กว้างๆ เห็นโลกที่กว้างขึ้น  ตัวเราก็จะเล็กลงทันที  ชอบความรู้สึกนี้ และก็ชอบความปลอบใจตัวเองเรื่องขนาดตัวด้วย

“อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า”

ชิลๆ  กันไปแล้วได้เวลาผาดโผน ฝ่าความเอาแต่ใจของอากาศ เดี่ยวร้อน เดี๋ยวลม หนักไปทางฝน (ก็นี่หน้าฝน!!!)  มุ่งหน้าตรงมายัง ‘อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า’  ซึ่งตั้งครอบคลุมพื้นที่รอยต่อถึง 3 จังหวัด คือ อ.เขาค้อ จ. เพชรบูรณ์ , อ.ด่านซ้าย  จ.เลย และ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก  ที่นี่นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เก็บบันทึกประวัติศาสตร์   วีรกรรมของนับรบไทย มีกลิ่นไอของการสู้รบระหว่างคน 2 กลุ่ม คือ พรรคคอมมิวนิสต์ กับฝ่ายความมั่นคง มาอย่างยาวนาน

โดยจุดเด่นๆของภูหินร่องกล้า มีให้เลือกชมมากมาย ทั้งทางประวัติศาสตร์ และทางธรรมชาติ  หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ลานหินแตก’


ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า : ผู้ใหญ่ 30 บาท  , รถยนต์ 40 บาท

‘ลานหินแตก’

ก็เป็นไปอย่างที่ชื่อบอกเลยว่า ลานหินแตก เป็นลานหินบริเวณกว้าง ที่แยกตัวออกจากกันเป็นแนวยาวบ้างก็ตื้น บ้างก็ลึกจนต้องเดินอ้อม  คล้ายแผ่นดินแยกออกจากกัน แต่การเดิินทางไม่ลำบากมากนัก เพราะมีป้ายบอกตลอดทาง แต่ถ้ามาช่วงหน้าฝน  อาจต้องมีสกิลในการทรงตัว เพราะค่อนข้างลื่น แต่แลกกับอากาศเย็นๆ ลานหิน และต้นไม้ ชอุ่มอุ้มน้ำหลังฝน เผยความเขียวขจีที่แท้ทรู  ความอุดมสมบูรณ์ของแมกไม้  ทั้งยืนต้น และเหล่าตะไคร่ มอส เฟิร์น แทรกตัวขึ้นเรียงราย ซึ่งนับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ  ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น แต่กลับงดงามราวกับประดิษฐ์ขึ้นเอง

“รีบขึ้นมาเร็วววว สวยกว่าข้างล่างอีก”

เสียงเพื่อนที่รีบเดิน ราวกับว่ามีธุระจะต้องไปทำต่อ  ตะโกนมาแต่ไกลๆ บ้าจริง  ระหว่างทางที่เราเดินอยู่นี่ยังสวยไม่พออีกเหรอ  หลอกกันเล่นหรือเปล่า

แต่พอได้ขึ้นมาสุดทาง ลานหินแตก คุณเอ้ยยยยย…มันดีมากจริงๆ  ดีแบบไม่ไหวแล้ววว บรรยากาศหลังฝนตก ที่ความฉ่ำ ความสดชื่นมีให้ได้สัมผัสแน่ๆอยู่แล้ว และยิ่งเจอหมอกขาวๆ รายล้อม มองออกไปไกลๆ  เห็นวิวด้านล่าง สลับกับลำแสงจากแดดหลังฝน สอดส่องเป็นทอดๆ  มันสวย มันฟิน  คือมันดีอ่ะ ฉ่ำเว่อร์!!

 

มาถึงตรงนี้ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ไม่สามารถถ่ายรูปออกมาให้สวยเท่าตาเห็นได้  แนะนำให้ไปสัมผัสเอง จริงๆ

“ผาชูธง”

เป็นอีก 1 จุดชมวิวทางธรรมชาติ และมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ได้เรียนรู้  ซึ่งต้องเดินเท้าระยะ 1,910 เมตร ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีโดยประมาณ   แต่การเดินทางไปผาชูธง ต้องมีไกด์นำทางนะคะ เพราะบางช่วงบางตอน ทางค่อนข้างแคบ และลื่น  โดยเฉพาะบรรยากาศช่วงหน้าฝนแบบนี้แล้ว หมอกตลอดทาง จำเป็นต้องมีคนนำทางอย่างยิ่ง

ซึ่งพอไปถึงก็จะมีไกด์ชาวม้งคอยให้ข้อมูลอยู่ด้านหน้า  เพื่อถามความประสงค์ว่า เราต้องการไปจุดไหน  ตรงนี้แนะนำให้เข้าไปคุย ขอคำแนะนำเลยค่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะเขาไม่คิดราคาตายตัว  เราสามารถให้ได้ตามความเหมาะสม  เพราะพวกเขาทำงานตรงนี้ไม่ได้มีเงินเดือนค่ะ

การมาเดินป่า เที่ยวภูเขา ในช่วง Green Season มีข้อดี(หลาย)อย่าง  นอกจากปริมาณคนที่น้อย ไม่ต้องแย่งใครเที่ยวแล้ว ยังได้ความเย็นสดชื่น ไม่ร้อน และไม่หนาวจนเกินไป และที่เราชอบมากที่สุดก็คงเป็นหมอกขาวที่หนามากนี่แหละ  ที่ถึงแม้จะบดบังวิวทิวทัศน์บริเวณโดยรอบ แต่ก็ได้ฟิลไปอีกแบบ แบบที่ว่า “ทำให้เราตกหลุมรักขุนเขาในหน้าฝน” ได้ไม่ยาก

ผู้พิชิตผาชูธง  ความสูงระดับน้ำทะเล 1,304 เมตร  ที่เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้รอบ แบบ 360 องศา (ในอากาศปกติ)  แต่พอไปยืนจุดนั้น เวลานั้น มองเห็นแต่หมอก หมอก และก็หมอก แต่ไม่เสียใจเลยซักนิด   เรากับหมอกนี่กอดกันกลมเลยแหละ

ทางประวัติศาสตร์ ผาชูธง  เป็นสถานที่ที่พรรคคอมมิวนิสต์ ขึ้นไปชูธงแดง รูปฆ้อง เคียว เวลารบชนะฝ่ายรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีการนำธงชาติไทยขึ้นไปตั้งไว้แทน  อย่างที่เห็น

ใครที่มีแพลนเดินทางไปเที่ยวชมอุทยานภูหินร่องกล้า แนะนำให้มาไวๆ  ใช้เวลาตรงนี้เยอะๆ เพราะเราพลาดมีเวลาเหลือไม่พอที่จะไปชมลานหินปุ่ม รวมทั้งน้ำตกอีกหลายแห่ง  เพราะมืดเสียก่อน  ใครมีโอกาสได้ไป อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะ

 

คืนนี้คงต้องขออาศัย อำเภอ นครไทย พักผ่อน ก่อนพรุ่งนี้จะมาถึง ซึ่งเราพักที่ เพลินดาวรีสอร์ท

ซึ่งรีสอร์ทในอำเภอนี้  มีให้เลือกค่อนข้างเยอะ  ในราคาที่ประหยัดมาก  (ประมาณ 500 บาท)  นอนสบาย ไม่ระคายเคืองกระเป๋า

จองที่พัก >>>  www.Agoda.com

“Iubire House”

ในความอำเภอเล็กๆ ก็ยังมีคาเฟ่ดีๆ  ซ่อนอยู่   สำหรับใครที่ติดชีวิตป็อปๆในเมือง ตื่นเช้ามาต้องจิบกาแฟ  อันเชิญเลยค่ะ Iubire House คาเฟ่สุดชิลใน อ. นครไทย  อยู่ติดถนน  อยู่ห่างที่พักขับรถ 5 นาทีก็ถึง  ส่วนเมนูขึ้นชื่อว่าคาเฟ่ ต้องมีแต่น้ำ ขนม นม เนย แน่เลย…ผิดค่ะ เมนูอาหารจานเดี่ยว ทั้งราดข้าว กลับข้าว ที่นี่ก็มีให้บริการ จัดร้านน่ารัก  มีศิลปะฝาพนังให้นั่งชมระหว่างรออาหารไปพลางๆ ที่สำคัญ ไม่แพง  มานครไทย  อย่าลืมแวะอุดหนุนกันนะจ้ะ

“บ้านรักไทย เนินมะปราง”

มาถึงพิษณุโลก  ต้องมาเยือน อำเภอเนินมะปรางซักครั้ง  ซึ่งนับเป็นอีก 1 อำเภอที่เป็นที่ตั้งของโฮมสเตย์  และสถานที่ท่องเที่ยวน่ารักๆ  อยากชวนมาโล้ชิงช้าที่โฮมสเตย์บ้านรักไทย  ชมต้นไม้รูปหัวใจ มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตา  มองเห็นยอดภูทับเบิกเด่นตะหง่านด้านหน้า   กิจกรรมอาจดูไม่เยอะมาก แต่เติมความสุขให้กับผู้มาเยือนได้ไม่น้อยเลย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวเริ่มเยอะ  เก็บค่าเข้าชมในราคาคนละ 10 บาท  ใครที่ได้เข้าพักระแวกนั้น  มาช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็นๆ พระอาทิตย์ตกดิน  น่าจะได้เปรียบ คนน้อย และคงสวยสวยมากๆ เลยละค่ะ

     ที่เนินมะปราง มีที่พักอยู่ที่หนึ่งน่าไปพักมากคือ บ้านสวนชมวิว ใครมีบอร์ดดิ้งพาสก็สามารถนำมาลดราคาได้เช่นกัน ได้มากสูงถึง 15% เลยทีเดียว!!

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : goo.gl/vKFGGB

“ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อสายน้ำ”

วันนี้มีแพลนต้องเข้าไปพักในเมือง งั้นโจทย์ของเราจึงค่อนข้างต้องทำเวลาในการเดินทาง  นึกขึ้นได้อีกทีก็เริ่มหิวแล้ว  ร้านไหนว่าดี..  ร้านไหนว่าเด่น.. เราจะไป

เป้าหมายของอาหารมื้อนี้คือ  “ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อสายน้ำ”  จะเรียกว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว หรือร้านข้าวเกรียบปากหม้อดีล่ะ..?  แต่มันเป็นการกินปากหม้อ ในน้ำซุปที่มีให้เลือกถึง 5 แบบ กับการเลือกหยิบปากหม้อที่ไหลมาบนสายพานน้ำ มีให้เลือกหลายวัถุดิบ หลายรสชาติ ราคาคิดตามสีจาน นับเป็นการสร้างมิติใหม่ในการนั่งทานก๋วยเตี๋ยวปากหม้อเลยทีเดียว  ราคาจึงขึ้นอยู่กับความกินจุของเราเลยค่ะ


ร้านก๋วยเตี๋ยวปากหม้อสายน้ำ  ตั้งอยู่ในตลาดนัดไดโนเสาร์  เปิดบริการเวลา 16.00-23.00 น.

“ตลาดนัดไดโนเสาร์  (Dino Market)”

มาเยือนตลาดนัดไดโนเสาร์ถึงที่  ก็ต้องเดินชมซะหน่อย   นี่ขนาดฝนกตกปรอยๆ ยังทำอะไรผู้คนไม่ได้เลย

เป็นอีกแหล่งช็อปปิ้งดีๆ ที่ต้องเช็คอิน เอาใจสายช็อปด้วยโซนสินค้าให้เลือกสรรมากมาย ทั้งของกิน และของใช้ เสื้อผ้าแฟชั่น  ดึงดูดผู้คนด้วยลานกิจกรรมขนาดใหญ่ โซนฟังดนตรีชิลๆ  และโซนสวนสนุก  เพลินเพลินกับการถ่ายรูปกับไดโนเสาร์ตัวเล็ก ตัวใหญ่ เพลิดเพลินกันไป

และอีกตลาดที่อยากแนะนำ…

“ถนนคนเดิน พิษณุโลก (Phitsanulok Walking Street)”

กับร้านค้าตลอด 2 ข้างทาง บนถนนยาวประมาณ 500 เมตร  เดินช็อปกันชิลๆ  รู้ตัวอีกที ถุงของกินก็เต็ม 2 มือแล้ว  มีแต่ของน่ากิน  ส่วนสินค้าอื่นๆ ใครสายช็อปเสื้อผ้า ที่นี่ก็มีทั้งมือ 1 มือ 2 ให้เลือกช็อปกัน ไม่แพงด้วยนะเออ….


ถนนคนเดินพิษณุโลก  ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดจันทร์ตะวันออก อำเภอเมืองพิษณุโลก

“Dragon River Avenue”

คืนนี้ขอพักร่างกันที่  “โรงแรม Dragon River Avenue”  โรงแรมระดับ 3 ดาว  โรงแรมถูกจัดเป็นสัดส่วน สังเกตง่าย หาไม่ยาก ตั้งอยู่ติดแม่น้ำน่าน  ไม่ไกลจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ   ฝั่งตรงข้ามเป็นพระราชวังจันทน์  ส่วนบรรยากาศในห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน  เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่า  ไม่ขี้เหร่เลย   โดยเราเลือกใช้บริการห้องดีลักซ์  ในราคา  1,1xx   บาท  พร้อมอาหารเช้า  นอกจากนี้  ทางโรงแรมยังมีโซนอ่านหนังสือ ร้านอาหาร และนวดแผนไทย โปรแกรมสปาให้เลือกใช้บริการอีกด้วย

“ไอศครีมไข่แข็ง เจริญผล”

ใครๆ ก็บอกว่า ถ้ามาพิษณุโลก อย่าลืมตามไปกิน ‘ทับทิมกรอบ’ กับ ‘ไอติมไข่แข็ง’ ไอ้เราก็ไม่เคยมา ก็เลยต้องตามไปลอง จากข้อมูล ร้านเจ้าดังๆ ก็คงจะเป็น  ‘ไอติมเจริญผล’ ร้านตั้งอยู่แถวหอนาฬิกา  อยู่ในตึกแถวตลาดเล็กๆ ข้าง Top Mart

พอไปถึง ก็จัดแจงยืนสั่งท็อปปิ้งตามชอบใจ  ยังไม่ทันไร ก็รู้สึกอกหัก เหมือนถูกบอกเลิกกลางสี่แยกซะอย่างนั้น  “ไอติมไข่แข็งหมดแล้ว” ก้มดูนาฬิกา บ้าบอ..ยังไม่ 2 ทุ่มเลย  คนจะกิน ต้องได้กิน คุยไปคุยมา ป้าเจ้าของร้านบอก พรุ่งนี้เช้าตามไปกินที่บ้านซิ  ตอนแรกก็ อ้าว………ป้าเปรี้ยวหรา  แต่เปล่าเฮ้ย ที่บ้านป้าแกก็มีร้าน  มันก็คงเหมือนสาขาใหญ่ สาขาย่อยอะไรแบบนี้  ได้สารจากป้าว่าร้านเปิด 10 โมง โอเค … พวกเราจะไป!

อ้วนไม่กลัว กลัวไม่อิ่มจ้า!! ตามมากินจนได้ สมใจอยาก..  ไอติมไข่แข็ง เป็นอะไรที่เราคิดมาตลอดว่า ของหวานที่โปรดปรานอย่างไอติม มันไม่ควรไปเปรอะเปื้อนกับของคาว อย่างไข่แดงเลย แต่พอได้กินจริงๆ  เฮ้ยยย!! มาว่ะ ได้ว่ะ  พอไข่แดงโดนความเย็น  ก็เกิดการแข็งตัว กลายเป็นความมันที่ผสมกับความหวานของไอติม และที่สำคัญ ไม่คาวแม้แต่น้อย  ติดใจเลย!

ใครผิดหวังจากร้านป้า ก็มาพึ่งบ้านป้าแกได้เลย…




ร้าน ไอศกรีมเจริญผล อยู่ติดถนน บรมไตรโลกนาถ ใกล้ๆ น่านเจ้าโฮเทล   ร้านเปิด 10.00 น. เป็นต้นไป

“พระราชวังจันทน์”

จากประวัติมีข้อมูลว่า พระราชวังจันทน์ เป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งอดีต และในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่ตั้งของศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สถานที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวพิษณุโลกเมืองสองแคว

“ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์”

สถานที่เรียนรู้ ศึกษาทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ของจังหวัดพิษณุโลก


เปิดให้เข้าชม ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) เวลา 9.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

“วัดวิหารทอง”

จากประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่า วัดวิหารทอง เป็นวัดหลวง  ตั้งแต่สมัยสุโขทัย  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระราชวังจันทน์  ที่ยังคงหลงเหลือซากปรักหักพัง ที่บ่งบอกได้ว่า ในอดีต วัดวิหารทอง เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญกับบ้านเมืองในยุคสมัยที่มีการสร้างเมืองสองแควเป็นอย่างมาก  ปัจจุบันจึงมีการสร้างองค์พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร  องค์จำลอง ขนาด 10 เมตรขึ้น เพื่อให้ชาวจังหวัดพิษณุโลก ได้กราบไว้ สักการบูชา รวมทั้งนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ด้วย (ปัจจุบันองค์พระอัฏฐารส องค์จริง ประดิษฐานอยู่ที่วัดสระเกศ กทม.)

“วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร”

หรือที่เรียกขานกันว่า ‘วัดใหญ่’ วึ่งเป็นวัดที่รู้จักโดยทั่วกันอยู่แล้วว่า เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่า สวยงามที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพระพุทธรูปที่คนไทยศรัทธา และนิยมจำลองกันมากที่สุดอีกด้วย

“Buck Town Café&Hangout”

อิ่มอก อิ่มใหญ่ ไปแล้ว ได้เวลาอิ่มท้องอีกครั้ง กับ ร้านอาหารน่านั่ง “Buck Town” ติดริมแม่น้ำน่าน กับการเลือกที่นั่งได้ตามใจฉัน ขี้ร้อน เชิญโซนห้องแอร์ รักน้ำ รักธรรมชาติ อยากดื่มด่ำ ก็เชิญโซนสวน หรือไม่ก็โซนริมน้ำ ซึ่งอาหารที่นี่ก็มีทั้งคาวหวาน  ปริมาณสมราคา และไม่แพง และยิ่งใครที่เป็นลูกค้าแอร์เอเชียร์ด้วยแล้ว ยื่นบอร์ดดิ้งพาสให้กับทางร้าน ก็ได้รับเมนูฝนยามเช้า มาดื่มให้สุดชื่น สมกับชื่อเมนูกันแบบฟรีๆ  แค่นั้นยังไม่พอ รับส่วนลดอีก 10% เมื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มในร้านครบ 1,000 บาท คุ้มในคุ้มไปอีก

ดูรายละเอียดร้านค้าที่ร่วมรายการเพิ่มเติมได้ที่ : goo.gl/vKFGGB

Buck Town Café&Hangout เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-24.00 น. ไปเลยจ้า

ฝนยามเช้า ฟรีๆ สักแก้วไหมคะ..?

“พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี”

ก่อนกลับต้องขอชะแว๊บแวะเวียน มาที่ “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี” สักหน่อย และการที่ได้รู้สึกโชคดีไปกว่าการดีใจที่ได้มาเที่ยวชม ก็คือการได้พบ ลุงจ่าทวี หรือ จ่าสิบเอก ดร.ทวี บูรณเขตต์ ตัวจริง เสียงจริง นี่ละค่ะ .. หนูขอถ่ายรูปไปอวดพ่อกับแม่หน่อยนะคะ : )

เรายืนมองภาพนี้อยู่นานแสนนาน ในฐานะคนชอบถ่ายรูป และฐานะลูกหลานคนไทย กับภาพถ่ายแม่น้ำน่าน ที่ถ่ายไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งหมายความว่า ภาพนี้มีอายุกว่า 61 ปี ดีใจที่ได้เห็นมาก เพราะในภาพได้บันทึกวิถีชีวิตของชาว จ.พิษณุโลกสมัยก่อนไว้ได้ดี และสมบูรณ์ ครบถ้วนมากๆ

พิพิธภัณฑ์แต่ละที่มักมีมนต์เสน่ห์ในแบบของตัวเอง ที่นี่ก็เช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ทำให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจของลุงจ่ามากๆ ที่เก็บสะสมของทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สะสมจนมีโอกาสได้สร้างพิพิธภัณฑ์ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง เพียงเพื่ออยากให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษา และเรียนรู้วิถี ความเป็นมาตั้งแต่ในอดีต จนพัฒนามาถึงปัจจุบัน เป็นอีกคลังความรู้ที่น่ายกย่องและอนุรักษ์ไว้มากๆ


พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี  เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8.00 – 16.30 น.  ค่าเข้าชม 50 บาท

สถานที่แห่งนี้ปลุกใจให้เราเริ่มหันกลับไป รู้จักสะสม และรักของได้มากเลยทีเดียว อยากรู้เหมือนกันว่า สิ่งของทุกอย่างรอบตัวเราในวันนี้ ในอนาคตอีก 10 ปี 30 ปี จะเป็นยังไง กล้องในมือยังต้องกดปุ่มชัตเตอร์เองอยู่ไหม เงินในกระเป๋าล่ะ จะถูกแปรสภาพเป็นยังไง บลาๆๆ …

คิดได้อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ลืมที่จะลงบันทึก ขอบคุณลุงจ่า ไว้ให้คนทำได้อ่านให้ชื่นใจเล่นๆ ในสมุดเยี่ยมชมด้วยละค่ะ

ช่วงท้ายขอแถม ให้พวกทาสทั้งหลาย ในตัวเมืองพิษณุโลกมีคาเฟ่ ที่เจ้านายเค้าอยู่ ให้พวกทาสอย่างเราๆ ไปกรี๊ดกร้าดทำตัวมุ้งมิ้งเสียงสองใส่ด้วยละ

“Rustic Boho”

ร้านนี้ได้ใจเราไปหลายดวงเลย ตั้งแต่การตกแต่งร้านเป็นสไตล์โบฮีเมียน เคลิบเคลิ้มไปกับ Dream Catcher เก๋ๆ  ลงดีเทล แม้กระทั่งมุมนั่งเล็กๆ ซึ่งทางร้านมีที่นั่งรองรับทั้งชั้นบน และชั้นล่าง เมนูเครื่องดื่ม และของกินเล่นก็หลากหลาย ที่สำคัญ เจ้าเหมียววววว ใครรัก ใครชอบ ก็ตกหลุมรักร้านนี้ได้ไม่ยาก

Gimmick อีกอย่างของร้านที่มีเสน่ห์ไม่น้อย คือการเขียนแคปชั่น คำคม สเตตัส ต่างๆตามที่ พี่เจ้าของร้านเค้าจะครีเอทได้ ลงบนกระดาษห่อแก้ว และอันที่เราได้คือ……….  หัวเราะกร๊ากเลยจ่ะ พี่เป็น เจน ญาณทิพย์ หรา ทำไมหยั่งรู้ ทำไมรู้ว่า เราชอบวิ่งตามผู้ชาย!!!! ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เราเห็นถึงความใส่ใจ ในการให้บริการของทางร้าน ซึ่งสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าร้าน ยังออกจากร้านเลยจริงๆ


Rustic Boho ตั้งอยู่บริเวณใกล้หอนาฬิกา เปิดบริการ 10.00-20.00 น.

หมดเวลาสนุกแล้วซิ มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ได้เวลากลับไปชดใช้กรรม..

 

ทริปนี้สรุปได้ง่ายๆเลยว่า พิษณุโลกมีดีกว่าที่คิด ไม่ควรมองข้าม และห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

เมืองพิษณุโลกน่าอยู่ และมีแหล่งเรียนรู้  สถานที่ท่องเที่ยว ตอบโจทย์ได้ทุกสาย ทั้งสายบุญ สายธรรมชาติ สายชิล สายชิม ฯลฯ

ที่รอให้เรามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งนอกจากความรู้แล้ว ที่นี่ยังมีความสุขแบบไม่รู้ลืมรอให้ทุกคนมาสัมผัสอีกด้วย

ทุกคนมาสัมผัสอีกด้วย บินกับแอร์เอเชีย ตั๋วราคาประหยัด ราคาดี รอช้าอยู่ใย ไปจองกันเลย!!

https://bit.ly/2vA3NtL

และสุดท้ายนี้ อยู่ใต้ฟ้า อย่ากลัวฝน  ลองไปเที่ยวเหนือ ในช่วง Green Season ดูนะ…แล้วคุณจะรัก(พิษณุโลก)เลย

 


#เที่ยวเหนือให้ฉ่ำใจ

#เที่ยวเหนือให้ฉ่ำใจเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งความสดชื่น

#ไปพิษณุโลกไปกับแอร์เอเชียร์

#AirAsiaTravels

#เที่ยวแบบมนุษย์เงินเดือน

Facebook Comments